ปีแยร์-โอกุสต์ เรอนัวร์ (Pierre-Auguste Renoir)

 

เรอนัวร์เป็นหนึ่งในผู้สร้างศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์ที่ให้ความสำคัญของการใช้สีสันสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าให้รายละเอียดที่เหมือนจริง งานของเรอนัวร์จะใช้สีสดใสมีชีวิตชีวา เน้นความสวยงามและเสน่ห์ของผู้หญิง เรอนัวร์เกิดในปี 1841 ที่เมือง Limoges ประเทศฝรั่งเศส แต่มาเติบโตที่กรุงปารีส เรียนศิลปะรุ่นเดียวกับโกลด มอแน เขาได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนภาพจากศิลปินรุ่นพี่หลายคนรวมทั้ง เอดัวร์ มาแน

antifa-komitee.org

 

เรอนัวร์มีผลงานเข้าร่วมในนิทรรศการศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์หลายครั้ง โดยเฉพาะครั้งที่ 3 ในปี 1877 ที่เขาส่ง Dance at Le Moulin de la Galette ภาพเขียนที่โด่งดังที่สุดของเขาเข้าร่วมด้วย แต่เขามาประสบความสำเร็จกลายเป็นศิลปินยอดนิยมด้วยภาพ Madame Georges Charpentier and Her Children ที่ได้จัดแสดงในปี 1879 เรอนัวร์แต่งงานกับ Aline Charigot ผู้เป็นนางแบบให้ในภาพ Luncheon of the Boating Party และ The Large Bathers ราวปี 1892 เรอนัวร์เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ทำให้ต้องย้ายไปอยู่ในเมือง Cagnes-sur-Mer ที่มีอากาศอบอุ่นทางใต้ของประเทศ โรคข้ออักเสบทำให้เขาเคลื่อนไหวลำบาก แต่เขาก็ไม่ย่อท้อ ยังคงเขียนภาพอย่างต่อเนื่อง โดยได้พัฒนาอุปกรณ์ช่วยให้เขาทำงานได้ แม้แต่ตอนที่อาการรุนแรงจนนิ้วมือเป็นอัมพาตขยับไม่ได้ เขายังใช้ผ้าผูกแปรงติดกับนิ้วมือเขียนภาพจนได้ สิ่งที่ปลอบประโลมใจเขาในปั้นปลายของชีวิตคือการได้กลับไปที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เพื่อดูภาพเขียนของเขาเองที่แขวนเคียงคู่อยู่กับศิลปินชั้นนำคนอื่นๆ เขาเสียชีวิตในปี 1926 ด้วยวัย 78 ปี

โยฮัน เฟอร์เมร์ (Johan Vermeer)

 

 

เฟอร์เมร์ เป็นชาวดัตช์ เกิดเมื่อปี 1632 ที่เมืองเดลฟท์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ เขาแต่งงานมีครอบครัวและอาศัยอยู่ที่เมืองเดลฟท์ตลอดชีวิต ไม่มีใครรู้เรื่องราวของเขามากนัก รู้เพียงว่าเขาทุ่มเทให้กับการเขียนภาพ เขาทำงานอย่างช้าๆด้วยความประณีต ประกอบกับเสียชีวิตไปด้วยวัยเพียง 43 ปี จึงมีผลงานค่อนข้างน้อย เฟอร์เมร์ถูกลืมไปเกือบสองร้อยปีเนื่องจากผลงานของเขาถูกคิดว่าเป็นผลงานของคนอื่น จนกระทั่งในปี 1866 มีงานวิจัยของ Thor?-B?rger ที่เป็นนักวิจารณ์งานศิลปะได้ระบุว่ามีชิ้นงานกว่า 70 ภาพเป็นผลงานของเฟอร์เมร์ (ปัจจุบันได้รับการยอมรับว่าเป็นผลงานของเฟอร์เมร์ 34 ภาพ) ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชื่อเสียงของเฟอร์เมร์ก็เริ่มโด่งดังขึ้น ได้รับการยกย่องว่าเป็นจิตรกรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในสมัยยุคทองของเนเธอร์แลนด์ ทัดเทียมกับแรมบรันต์bjkdergisi.com

 

ผลงานของเฟอร์เมร์มีเอกลักษณ์โดดเด่นในเรื่องการจัดแสง ภาพเขียนของเฟอร์เมร์ได้รับการยกย่องว่าเหมือนจริงที่สุด เหมือนกับภาพถ่ายมากที่สุด ซึ่งมาจากความประณีตในการเขียนภาพและเทคนิคการจัดแสงที่ยอดเยี่ยมของเขา จนช่างภาพในยุคหลังนิยมเอาเทคนิคการจัดแสงของเขามาใช้ในการถ่ายภาพ อย่างเช่นภาพ Girl With A Pearl Earring ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในผลงานของเขา สาวน้อยในภาพเหลียวหลังกลับมาในจังหวะที่แสงสาดมาตกกระทบทำมุมพอดีกับฉากหลังที่เป็นสีมืดทึบ ทำให้เธอโดดเด่นเป็นที่ชื่นชอบลุ่มหลงของผู้คนทั่วโลก

โกลด มอแน (Claude Monet)

โกลด มอแน (Claude Monet)

 

มอแน เป็นผู้ริเริ่มศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์ เป็นจิตรกรคนสำคัญของฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 19 ถึง 20 เขาเกิดที่กรุงปารีสเมื่อปี 1840 แต่ไปเติบโตและเรียนศิลปะที่เมืองเลออาฟวร์ ในนอร์ม็องดีทางเหนือของฝรั่งเศส จนอายุ 19 ปี จึงได้มาล่าฝันการเป็นศิลปินต่อในกรุงปารีส ได้เรียนศิลปะเพิ่มและได้พบกับศิลปินที่มีความคิดต่อศิลปะแนวใหม่คล้ายๆกันหลายคน รวมทั้งเอดัวร์ มาแน และปีแยร์-โอกุสต์ เรอนัวร์ ในปี 1865 มอแนได้พบกับ Camille Doncieux ซึ่งมาเป็นนางแบบให้และต่อมาได้เป็นภรรยาคนแรกของเขา มอแนเขียนภาพที่มี Camille อยู่ในภาพด้วยจำนวนมาก ที่โดดเด่นได้แก่ Camille (The Woman in the Green Dress),  Women in the Garden, Woman with a Parasol มอแนกับเพื่อนหลายคนช่วยกันผลักดันภาพเขียนแนวใหม่จนได้จัดแสดงนิทรรศการครั้งแรกในกรุงปารีสเมื่อปี 1874 มอแนใช้ภาพ ‘Impression, Sunrise’ เป็นภาพหนึ่งในการจัดแสดงซึ่งต่อมาชื่อภาพถูกนำไปใช้เรียกศิลปะแนวใหม่ว่าอิมเพรสชันนิสม์ แต่พวกเขาไม่ประสบความสำเร็จและยังถูกต่อต้านจากกลุ่มนิยมศิลปะดั้งเดิม ทำให้มอแนต้องอยู่อย่างยากจนข้นแค้นยาวนานถึง 20 ปีantifa-komitee.org

 

ปี 1883 มอแนย้ายไปอยู่ที่เมืองจิแวร์นีย์ ในนอร์ม็องดี และทำสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ ใช้เป็นสถานที่เขียนภาพไปตลอดจนถึงปั้นปลายของชีวิต ภาพชุด Water Lilies ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา เขียนจากสวนหลังบ้านของเขาเอง ช่วงหลังมอแนนิยมเขียนภาพชุดที่มีองค์ประกอบเดียวกันแต่ต่างมุมมอง ต่างเวลา ต่างสภาวะอากาศและแสงสี เกิดเป็นภาพชุดที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากมาย เช่น ชุด Rouen Cathedral, ชุด Poplars, ชุด Haystacks มอแนเสียชีวิตเมื่อปี 1926 ด้วยวัย 86 ปี ทิ้งผลงานให้ผู้คนได้ชื่นชมด้วยความ ‘ประทับใจ’ มากมาย

 

เรมบรันต์ ฟาน ไรน์ (Rembrandt Harmensz van Rijn)

 

เรมบรันต์ ฟาน ไรน์ (Rembrandt Harmensz van Rijn) หนึ่งในศิลปินเอกของโลกชาวดัทช์ เกิด 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2149 ใน “ยุคทองของศิลปะดัทช์” (Dutch Golden Age ระหว่างปี 2127-2245)
ที่เมืองไลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นลูกของเจ้าของโรงสี เข้าโรงเรียนภาษาละตินและเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่บ้านเกิด ขณะเดียวกันก็เริ่มสนใจการวาดภาพและตัดสินใจเอาจริงเอาจังทางนี้

จากนั้นได้ย้ายไปอยู่ที่อัมสเตอร์ดัม ศูนย์กลางศิลปะแห่งเนเธอร์แลนด์ เขาเรียนกับศิลปินมีชื่อหลายคน เขาฝึกฝนฝีมือจนเปิดสตูดิโอรับเขียนภาพเหมือน และเริ่มประสบความสำเร็จในฐานะจิตรกร มีผู้ว่าจ้างให้วาดภาพจำนวนมาก กระทั่งสามารถซื้อคฤหาสน์หรูในราคาแพงลิบแต่เขาไม่สามารถชำระเงินได้หมด เพราะใช้จ่ายไปกับของสะสมจำพวกอาวุธ เครื่องดนตรี เสื้อผ้า และของประดับตกแต่งโบราณ จึงถูกบีบให้เป็นบุคคลล้มละลาย ต้องย้ายไปเช่าบ้านหลังเล็ก ๆ ภรรยาและลูกเสียชีวิตbjkdergisi.com

 

แม้แรมบรันต์ในวัย 50 ปีกลายเป็นบุคคลล้มละลาย แต่ความนิยมชมชอบในภาพเขียนของเขากลับสวนทาง เรมบรันต์เป็นศิลปินหัวขบถ ไม่สนใจธรรมเนียมปฏิบัติของสังคม แทนที่จะวาดภาพวาดเรื่องราวในตำนานโบราณ บุคคลในประวัติศาสตร์ หรือภาพแนวศาสนาที่ได้เค้าโครงมาจากคัมภีร์ไบเบิล ตามอย่างคนอื่น ๆ เขากลับแหกขนบ วาดภาพสุนัขกำลังถ่าย ผู้ชายยืนปัสสาวะ จัดองค์ประกอบภาพแบบใหม่ คือไม่จัดท่าทางเพื่อจะบ่งบอกว่าใครเป็นใคร ใบหน้าของแต่ละคนแสดงอารมณ์ต่างกัน ใส่องค์ประกอบแปลกปลอม เช่น สุนัข หรือเด็ก คนจร ขอทาน กรรมกร เข้าไปในภาพ จัดแถวที่ดูสับสนวุ่นวาย ไม่เป็นระเบียบ ดังที่เห็นในผลงานชิ้นเอกของเขาคือ “The Night Watch”  และ “The Anatomy Lesson of Dr. Nicolaes Tulp” หรือภาพเหมือนตัวเอง (Self Portrait) วาดเป็นพระสาวกปอล รูปชายชราอ้วนกลม แววตาแฝงความเศร้า เรมบรันต์ได้รับอิทธิพลเรื่องการจัดแสงและเงาจาก คาราวาจโจ (Michelangelo Merisi da Caravaggio) ศิลปินอิตาเลียน เขาได้ประยุกต์การใช้แสงเงาให้เป็นเอกลักษณ์สำคัญแบบของเขาเอง จนได้รับการยกย่องว่าเป็นศิลปินที่มีอัจฉริยภาพในการจัดองค์ประกอบภาพอย่างมีพลัง จัดแสงและเงาได้อย่างมีน้ำหนักและมีมิติ อีกทั้งยังเป็นจิตรกรที่มีความสามารถในการวาดภาพเหมือนเป็นเลิศ นอกจากเป็นจิตกรเอกแล้ว เรมบรันต์ยังเป็นศิลปินภาพพิมพ์กัดกรด (Etching) ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะของยุโรปด้วย เรมบรันต์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2212 รวมอายุ 63 ปี ทิ้งมรดกทางศิลปะไว้จำนวนมาก ภาพจิตรกรรมสีน้ำมันเกือบ 800 ภาพ ภาพพิมพ์ประมาณ 500 ภาพ และวาดเส้นประมาณ 100 ภาพ

วินเซนต์ แวนโก๊ะ (Vincent van Gogh)

 

แวนโก๊ะเป็นหนึ่งในศิลปินที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก ผลงานของเขาโดดเด่นด้วยความงดงาม เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก และมีสีสันสดใส แต่ชีวิตจริงของเขากลับหม่นหมองทุกข์ระทม

เขาเกิดที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ในปี 1853 เป็นเด็กที่เคร่งขรึมจริงจังและคิดมาก เขาต้องทำงานหลายอย่างตั้งแต่เป็นวัยรุ่น แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ ก่อนที่จะหันมาสนใจและเริ่มต้นเขียนภาพในวัย 27 ปี และในปี 1885 เขาก็มีผลงานสำคัญชิ้นแรกคือ The Potato Eaters

 

ปี 1886 แวนโก๊ะย้ายไปอยู่ที่กรุงปารีสที่ซึ่งเขาได้เรียนรู้เทคนิคและแนวทางใหม่ในการเขียนภาพ ได้พบกับศิลปินยุคนั้นหลายคนรวมทั้งปอล โกแก็ง เขาได้พัฒนาฝีมือในการเขียนภาพและสร้างแนวทางของตัวเองที่มีสีสันสดใสขึ้นantifa-komitee.org

ต่อมาในปี 1888 เขาย้ายไปอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสที่เมือง Arles และ Saint-R?my ที่อยู่ใกล้กัน สองปีที่นี่เป็นจุดสูงสุดของการเป็นศิลปินของแวนโก๊ะ เขาสร้างผลงานชั้นยอดมากมายที่นี่
เช่น Sunflowers, Caf? Terrace at Night, Irises รวมทั้งผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา The Starry Night

 

แวนโก๊ะต้องทนทุกข์กับความเจ็บป่วยและอาการโรคจิตผิดปกติ เขาไม่ค่อยใส่ใจต่อสุขภาพ ไม่ค่อยกินอาหารแต่ดื่มจัด เคยคลุ้มคลั่งถึงขั้นใช้มีดโกนตัดใบหูข้างซ้ายของตัวเอง จนในที่สุดเขาก็จบชีวิตด้วยการยิงตัวเองเมื่อปี 1890 ด้วยวัยเพียงแค่ 37 ปี

 

แวนโก๊ะเหมือนเป็นผู้แพ้ตลอดมา ชีวิตล้มเหลว ถูกประนามว่าเป็นคนบ้า แต่ในช่วงเวลาเพียง 10 ปีของการเป็นจิตรกร เขามีผลงานภาพเขียนกว่า 800 ภาพ แม้ว่าตลอดชีวิตเขาจะขายภาพเขียนได้เพียงภาพเดียว คนซื้อยังเป็นเพื่อนศิลปินของเขาเอง

แต่จากฝีแปรงที่หยาบและหนาไม่เหมือนใครกลับถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างยอดเยี่ยม กลายเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น หลังจากเขาเสียชีวิตภาพเขียนของเขากลับโด่งดังเป็นที่ต้องการ แต่ละภาพถูกซื้อขายด้วยราคาที่แพงลิบลิ่ว

 

รู้จักกับ Despacito เพลงที่มียอดวิวสูงสุดบน YouTube ตอนนี้ และมี 3 พันล้านวิวเป็นครั้งแรก

 

 

รู้จักกับ Despacito เพลงที่มียอดวิวสูงสุดบน YouTube ตอนนี้ และมี 3 พันล้านวิวเป็นครั้งแรก

สถิติมีไว้ทำลายกันจริงๆ เราคุ้นดีว่า Gangnam Style เป็นเพลงยอดวิวสูงบน YouTube เมื่อเดือนที่แล้วสถิตินี้ก็ถูกทำลายด้วยเพลง See You Again แต่ล่าสุดไม่ทันผ่านไปหนึ่งเดือน สถิติเปลี่ยนมืออีกครั้ง
ด้วยเพลงภาษาสเปนที่ชื่อ Despacito ยอดวิวเพิ่มเร็ว แรง และทำสถิติใหม่ไปเรื่อยๆ Despacito เป็นเพลงของศิลปินชาวเปอโตริโก Luis Fonsi ฟีเจอริ่งเพลงนี้กับ Daddy Yankee เป็นเพลงสไตล์ละตินจังหวะสนุกชวนให้ลุกขึ้นขยับ แแถม MV ก็ร้อนแรงเสียเหลือเกินด้วย ส่วนความหมายเพลงนั้นก็ติดเรทดีทีเดียว ไปหาคำแปลกันเอาเองนะ แต่ที่บอกได้คือ Despacito แปลว่าช้าๆ ความน่าสนใจคือ Despacito เปิดตัวบน YouTube เมื่อวันที่ 12 มกราคมปีนี้นี่เอง ใช้เวลาไม่ถึง 7 เดือนก็สามารถเป็นเพลงที่มียอดวิวสูงสุดในโลกได้ และเป็น 3 พันล้านวิวเพลงแรกเสียด้วย

สถิติอื่นบน YouTube ของเพลงนี้อาทิ

 

1 พันล้านวิวเร็วที่สุดเป็นอันดับ 2 (97 วัน) รองจาก Hello ของ Adele
2 พันล้านวิวเร็วที่สุดในโลก ด้วยเวลา 154 วัน สังเกตว่าพันล้านที่สองนั้นเร็วกว่าเสียอีกbjkdergisi.com

เป็นวิดีโอที่มีจำนวน Like มากที่สุดในโลก (17 ล้าน) นอกจากนี้ Despacito ยังได้สถิติอื่น อาทิ เป็นเพลงที่ถูกสตรีมมิ่งมากที่สุดในโลก คือมากกว่า 4.6 พันล้านครั้ง ส่วนอันดับในชาร์ทนั้นไม่ต้องพูดถึง ความสำเร็จของเพลงภาษาละตินนี้ถูกเทียบว่าใกล้เคียงกับเพลง Macarena เมื่อปี 1996 (เกิดทันไหม?) เลยทีเดียว เปอโตริโกกลายเป็นเมืองฮอต ฉากหลังของ MV เพลงนี้คือเมือง San Juan ประเทศเปอโตริโก ด้วยฉากหลังที่สวยงามก็ทำให้มีรายงานว่า อัตราก็การเสิร์ชหาข้อมูลท่องเที่ยวเปอโตริโกนั้น เพิ่มขึ้นถึง 45% เลยทีเดียว ก็อาจจะเหมือนกับที่ย่านกังนัมกลายเป็นย่านมีชื่อเสียงยิ่งกว่าเดิม หลังความฮิตของ Gangnam Style ความแรงของเพลงนี้วัดได้จากรายการทอล์คโชว์ยังต้องหยิบมาพูดถึง ในรายการ James Corden เขาถึงประชดว่าได้ฟังเพลงนี้มา 2 พันรอบแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าแปลว่าอะไร หน้าใหม่จะถือกำเนิดและจะเร็วกว่าเดิม คำถามน่าสนใจก็คือ เมื่อ Despacito โตเร็วและแรงขนาดนี้ จะมีใครเร็วยิ่งกว่าและมาโค่นสถิติได้หรือไม่? มีหลายความเห็นแต่มองไปทางเดียวกันว่ามีแน่ๆ แค่รอเวลา เพราะปัจจัยหลายอย่างในการฟังเพลงได้เปลี่ยนไปมาก คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากขึ้น และเข้าถึงผ่านมือถือที่สะดวกกว่ามาก คนนิยมฟังเพลงผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะ YouTube หรือบริการสตรีมมิ่งทั้งหลาย ระบบ Recommend ทำให้เพลงที่ฮิต จะฮิตได้เร็วขึ้นเพราะถูกแนะนำซ้ำแล้วซ้ำอีก ผสมสองปัจจัยด้านบนยิ่งทำให้การโตเร็วและเร่งขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ก็มารอดูต่อไปว่าใครจะเป็นเพลงถัดไปที่จะมาโค่น Despacito ได้ครับ

แรมบรันต์ สุดยอดศิลปินปรมาจารย์ด้านเทคนิคแสงและเงาที่โดดเด่นไร้เทียมทาน

 

แรมบรันต์ สุดยอดศิลปินปรมาจารย์ด้านเทคนิคแสงและเงาที่โดดเด่นไร้เทียมทาน

แรมบรันต์ (Rembrandt) เป็นศิลปินคนสำคัญแห่งยุคบาโรกในช่วงศตวรรษที่ 17 ผลงานทั้งภาพเขียนและภาพพิมพ์ของเขามีส่วนสำคัญที่ทำให้เนเธอร์แลนด์รุ่งเรืองสุดขีดเป็นยุคทองของดัตช์ (Dutch Golden Age)แรมบรันต์มีผลงานชิ้นเยี่ยมที่มีชื่อเสียงก้องโลกมากมาย เช่น ภาพ The Night Watch และ The Anatomy Lesson of Dr. Nicolaes Tulp รวมทั้งภาพเหมือนตัวเอง (Self-portraits)
ที่เขียนด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ งานของเขาโดดเด่นด้วยการใช้แสงและเงาอันเป็นเทคนิคเฉพาะตัวที่ยอดเยี่ยม ชีวิตส่วนตัวของแรมบรันต์มีทั้งช่วงที่รุ่งโรจน์สุดขีดและช่วงที่ตกต่ำที่สุดถึงขั้นล้มละลาย แต่เขาไม่เคยย่อท้อยังคงทำงานศิลปะที่เขารักมิได้หยุด แม้ต้องจบชีวิตแบบคนยากจนหมดสิ้นชื่อเสียง แรมบรันต์เป็นศิลปินคนสำคัญที่สุดของเนเธอร์แลนด์และเป็นหนึ่งในศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของโลกตลอดกาล

 

เป็นศิลปินมีชื่อเสียงตั้งแต่อายุยังน้อยantifa-komitee.org

 

แรมบรันต์เป็นชาวดัตช์เกิดเมื่อปี 1606 ที่เมืองไลเดน มีชื่อเต็มว่า แรมบรันต์ ฮาร์เมินส์โซน ฟัน ไรน์ (Rembrandt Harmenszoon van Rijn) พ่อเป็นเจ้าของโรงสี แม่เป็นลูกสาวเจ้าของร้านขนมปัง
ตอนเป็นเด็กได้เรียนภาษาลาติน พออายุ 14 ปีลงทะเบียนเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยไลเดน แต่ตัวเขาสนใจในการเขียนภาพมากกว่า ดังนั้นไม่นานจึงไปเป็นลูกศิษย์ของ Jacob van Swanenburgh
จิตรกรผู้เชี่ยวชาญการเขียนภาพประวัติศาสตร์ เรียนอยู่ 3 ปี จากนั้นจึงไปเรียนกับ Pieter Lastman จิตรกรภาพเขียนประวัติศาสตร์ชื่อดังที่กรุงอัมสเตอร์ดัมในช่วงเวลาสั้นๆเพียง 6 เดือน แต่มีความหมายต่อเขาอย่างยิ่ง การเรียนเขียนภาพประวัติศาสตร์ซึ่งมีฉากจากคัมภีร์ไบเบิล ตำนาน ประวัติศาสตร์ และภาพเชิงเปรียบเทียบที่มีความซับซ้อน ต้องเขียนทั้งทิวทัศน์ สถาปัตยกรรม สิ่งของ สัตว์ และคนในหลายลักษณะท่าทางและการแสดงออก รวมทั้งเครื่องแต่งกาย ทำให้แรมบรันต์เรียนรู้เทคนิคการเขียนภาพในหลากหลายรูปแบบ แรมบรันต์กลับมาที่ไลเดนแล้วเปิดสตูดิโอของตัวเองเมื่อปี 1625 ขณะที่มีอายุเพียง 19 ปี เขาเริ่มสร้างผลงานไปพร้อมๆกับการพัฒนาสไตล์การเขียนภาพของตัวเอง

แรมบรันต์เริ่มมีชื่อเสียงขจรขจาย เขารับลูกศิษย์คนแรกตอนอายุ 21 ปี

 

ราวปี 1626 แรมบรันต์เริ่มสร้างผลงานภาพพิมพ์ (Etching) ได้พัฒนาเทคนิคในการสร้างภาพพิมพ์จนมีผลงานที่ยอดเยี่ยม แรมบรันต์ทำภาพพิมพ์ต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิตของเขา
ชื่อเสียงในระดับนานาชาติของแรมบรันต์ส่วนใหญ่ก็มาจากภาพพิมพ์เพราะมันถูกเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง ผลงานเด่นของแรมบรันต์ในช่วงแรกของการเป็นศิลปินมืออาชีพได้แก่ภาพ Two Old Men Disputing ที่เริ่มฉายแววการเป็นปรมาจารย์ด้านเทคนิคแสงและเงา, ภาพ The Artist in his Studio, Tobit Accusing Anna of Stealing the Kid รวมทั้งภาพเหมือนตัวเองอีกหลายภาพ ความโดดเด่นในผลงานทำให้เขามีลูกค้าระดับวีไอพีอย่าง เช่น Constantijn Huygens (พ่อของนักฟิสิกส์ชื่อดัง Christiaan Huygens) ที่เป็นขุนนางคนสำคัญ และเจ้าชาย Frederick Henry ที่ซื้อผลงานของแรมบรันต์อย่างต่อเนื่องหลายสิบปี

 

ก้าวเข้าสู่เวทีใหญ่ในเมืองหลวง

ปลายปี 1631 แรมบรันต์ย้ายไปปักหลักอยู่ที่กรุงอัมสเตอร์ดัมที่ซึ่งเขาได้สร้างผลงานจนกลายเป็นศิลปินอันดับหนึ่งแห่งยุค ช่วงแรกเขาไปพักกับ Hendrick Uylenburgh
นักธุรกิจตัวแทนจำหน่ายงานศิลปะคนสำคัญแห่งเมืองอัมสเตอร์ดัมซึ่งมีสตูดิโอเขียนภาพขนาดใหญ่ มีศิลปินในสังกัดหลายคน แรมบรันต์ทำงานในสตูดิโอของ Hendrick ราว 4 ปี เขียนภาพเหมือน (Portraits)  เป็นหลัก และประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม หลังมาอยู่ในเมืองกรุงได้ 3 ปี แรมบรันต์ก็กลายเป็นชาวเมืองอัมสเตอร์ดัมและเป็นสมาชิกของสมาคมจิตรกรแห่งอัมสเตอร์ดัม ซึ่งหมายถึงผลงานของเขาเป็นที่ยอมรับและตัวเขาก็มีชื่อเสียงในเมืองหลวงแล้ว  ผลงานที่โดดเด่นในห้วงเวลานี้ได้แก่ภาพ The Anatomy Lesson of Dr. Nicolaes Tulp, Flora, Saskia in Red Hat
และ ภาพ The Storm on the Sea of Galilee รวมทั้งภาพเหมือนบุคคลที่เขียนได้อย่างยอดเยี่ยมอีกจำนวนมาก

 

ชีวิตที่รุ่งโรจน์และผลงานชิ้นเอก

แรมบรันต์สร้างผลงานชั้นยอดออกมามายมาย ชื่อเสียงสั่งสมเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆที่มาพร้อมกับความร่ำรวยมั่งคั่ง เป็นช่วงชีวิตที่รุ่งโรจน์และเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด แรมบรันต์ย้ายออกจากที่พักซึ่งอาศัยอยู่กับ Hendrick มาซื้อบ้านหลังใหญ่อยู่อย่างสุขสบาย เปิดสตูดิโอของตัวเองรับงานเขียนภาพ ทำภาพพิมพ์ และรับสอนลูกศิษย์เพิ่มอีกหลายคน ปี 1642 แรมบรันต์ได้เขียนภาพ The Night Watch งานสำคัญชิ้นใหญ่ที่เขาได้รับค่าจ้างสูงมาก เป็นภาพเหมือนของกลุ่มอาสาสมัครพลเรือนชาวดัตช์ที่มารวมพลกันก่อนจะออกปฏิบัติหน้าที่เฝ้าเวรยามตอนกลางคืนแรมบรันต์ จัดวางองค์ประกอบของภาพได้อย่างลงตัว มีการให้แสงและเงาที่โดดเด่นมาก และยังได้ซ่อนสัญลักษณ์สำคัญไว้ที่ผู้หญิงในชุดเหลืองที่เป็นมาสคอตของกองกำลังเพิ่มเสน่ห์ให้กับภาพ The Night Watch  กลายเป็นภาพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของแรมบรันต์ ช่วงแรกแขวนประดับที่ศาลากลางเมืองอัมเตอร์ดัม แต่ต่อมามีการเคลื่อนย้ายเปลี่ยนที่หลายครั้ง โดยเฉพาะตอนที่นโปเลียนบุกเข้ามายึดครองเนเธอร์แลนด์ ต้องย้ายภาพนี้ซึ่งเป็นสมบัติสำคัญของชาติไปซ่อนไว้ ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติแห่งอัมสเตอร์ดัม (Rijksmuseum) สุดยอดเทคนิคแรมบรันต์ไลท์ติ้งภาพเขียนของแรมบรันต์ไม่เพียงแต่ถ่ายทอดรายละเอียดของเรื่องราว รวมทั้งรูปร่างหน้าตาผิวพรรณและบุคลิกการแสดงออกของบุคคลในภาพได้อย่างสมจริง สิ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือเทคนิคการให้แสงและเงาที่ขับเน้นจุดเด่นของภาพ และทำให้ภาพมีมิติมีความลึกเหมือนจริง การให้แสงและเงาของแรมบรันต์มีทั้งแบบที่มีแสงสาดเข้ามาด้านใดด้านหนึ่ง และแบบที่มีแสงสว่างส่องเฉพาะจุดตัดกับความมืดเหมือนไฟสปอตไลท์ที่ใช้กับละครเวที ต่อมาเมื่อมีการผลิตกล้องถ่ายภาพได้แล้ว แต่ช่างภาพยังไม่สามารถถ่ายภาพบุคคลให้ออกมาสวยงามได้ จึงได้ย้อนกลับไปดูภาพเขียนของแรมบรันต์ว่าทำไมถึงสามารถทำให้ภาพเขียนนั้นสวยงาม ดูมีมิติ สามารถบอกระยะตื้นลึกของภาพได้เหมือนจริง แล้วจึงพบจุดเด่นในการให้แสงและเงาของแรมบรันต์นั่นเองที่ส่งผลต่อความงดงามของภาพ นักศิลปศาสตร์จึงได้ยอมรับและได้นำชื่อของเขามาเป็นชื่อของการจัดแสงเพื่อถ่ายภาพ
จนเป็นที่มาของการจัดแสงแบบแรมบรันต์ หรือ Rembrandt Lighting

 

ชีวิตรักมีทั้งสมหวังระคนเศร้าหมอง

แรมบรันต์พบรักกับ Saskia van Uylenburgh หลานสาวของ Hendrick และได้แต่งงานกันในปี 1634 Saskia เป็นนางแบบในภาพเขียนของเขาหลายภาพ มีภาพชิ้นเยี่ยมที่เธอเป็นนางแบบให้อยู่ไม่น้อย
ดูเหมือนทั้งคู่น่าจะครองรักกันอย่างสุขสม แรมบรันต์เองก็อยู่ในช่วงรุ่งโรจน์ของอาชีพศิลปิน แต่ความเศร้ามาเยือนในปี 1635 ลูกชายคนแรกของเขาตายหลังคลอดได้ 2 เดือน ปี 1638 เขาต้องเสียลูกสาวซึ่งตายหลังคลอดได้เพียง 3 สัปดาห์ และในปี 1640 พวกเขาได้ลูกสาวอีกคนหนึ่งแต่ก็ไม่รอด เธอตายไปหลังจากอยู่ได้เกือบ 1 เดือน ยังดีที่ลูกคนที่สี่ Titus ซึ่งคลอดในปี 1641 รอดชีวิตมาได้จนโต แต่หลังจากคลอด Titus ได้ไม่นานนัก Saskia ก็เสียชีวิตด้วยวัณโรคในปี 1642ระหว่างที่ Saskia นอนป่วยอยู่ Geertje Dircx ถูกจ้างให้มาเป็นแม่นมและดูแล Titus ต่อมาเธอมีสัมพันธ์กับแรมบรันต์และกลายเป็นชู้รักกัน Geertje อยู่กับแรมบรันต์นานหลายปี ภาพ Sarah Waiting for Tobias มีเธอผู้นี้เป็นนางแบบ ถึงปี 1649 ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มร้าวฉานเมื่อแรมบรันต์เริ่มหันไปสนใจหญิงอื่นจนแตกหักแยกทางกัน Geertje ฟ้องแรมบรันต์ด้วยข้อหาให้สัญญาว่าจะแต่งงานด้วย เขาต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูแก่เธอจำนวนมาก ถึงชีวิตตกอับแต่ยังสู้ไม่ถอย ในฐานะศิลปินชื่อดังแรมบรันต์มีรายได้มากมาย มีฐานะดีจัดอยู่ในขั้นร่ำรวย แต่เนื่องจากเขาเป็นคนที่ใช้จ่ายเงินเกินตัว โดยเฉพาะการสะสมชิ้นงานศิลปะราคาแพง มีทั้งโบราณวัตถุ และงานศิลปะเลื่องชื่อ นอกจากภาพเขียนของศิลปินเอกยุคก่อนหน้า  ยังมีพวกหน้ากากจักรพรรดิโรมัน ชุดเกราะของญี่ปุ่น และของสะสมอื่นๆ รวมทั้งภาพเขียนผลงานของตัวเองด้วย บ้านหลังใหญ่ของเขา (ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์แรมบรันต์) ก็เป็นหนี้สินก้อนใหญ่ซึ่งเขาทำจำนองไว้ ปัญหาหนี้สินรุมเร้าเพิ่มมากขึ้นจนถึงปี 1656 เขาต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลาย ศาลสั่งให้นำบ้าน ภาพเขียน ตลอดจนของสะสมต่างๆของเขาออกขายใช้หนี้จนหมด แม้กระทั่งแท่นสำหรับทำภาพพิมพ์ ตัวเขาและครอบครัวต้องย้ายออกไปพักอยู่แบบเจียมเนื้อเจียมตัว ชีวิตแรมบรันต์ตกอับถึงที่สุด สมาคมจิตรกรแห่งอัมสเตอร์ดัมได้นำกฎใหม่มาใช้ บุคคลที่ตกอยู่ในสภาพแบบเดียวกับแรมบรันต์ไม่สามารถขายภาพเขียนได้ เป็นเหตุให้ Hendrickje กับ Titus  ต้องเป็นผู้ทำธุรกิจตัวแทนจำหน่ายงานศิลปะโดยมีเขาเป็นลูกจ้าง แต่ถึงกระนั้นแรมบรันต์ก็มิได้ย่อท้อยังคงสร้างผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง ผลงานเด่นในช่วงหลังนี้มีมากมายเช่นภาพ Woman Bathing in a Stream,  Bathsheba at Her Bath, The Apostle James the Greater, The Jewish Bride, The Return of the Prodigal Son  รวมทั้งภาพ Self Portrait with Two Circles

แรมบรันต์ต้องอยู่อย่างเดียวดายอีกครั้งเมื่อ Hendrickje เสียชีวิตในปี 1663 ตามมาด้วยการเสียชีวิตของลูกชาย Titus  ในปี 1668 เหลือเพียงลูกสาวคนเล็กคนเดียว ปี 1669 แรมบรันต์เสียชีวิตด้วยวัย 63 ปี ร่างของเขาถูกฝังแบบคนยากจนในสุสานที่โบสถ์แห่งหนึ่งในเมืองอัมสเตอร์ดัม

ไมเคิลแองเจโล (Michelangelo)

 

ไมเคิลแองเจโล เป็นทั้งจิตรกร ประติมากร และสถาปนิก เป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเรอเนสซองส์ทัดเทียมกับเลโอนาร์โด ดา วินชี เขาเกิดเมื่อปี 1475 ที่เมืองอาเรซโซ ประเทศอิตาลี แต่ไปเล่าเรียนและเติบโตที่เมืองฟลอเรนซ์ อายุ 15 ปีก็เริ่มมีผลงานด้านประติมากรรม ปี 1497 เดินทางไปทำงานที่กรุงโรม และเมื่ออายุ 24 ปี ไมเคิลแองเจโลได้สร้างงานประติมากรรมชิ้นสำคัญของโลกคือ Pietàbjkdergisi.com

 

เขากลับมาที่ฟลอเรนซ์ในปี 1499 คราวนี้เขามีโอกาสทำงานชิ้นสำคัญที่ค้างเติ่งมาเกือบ 40 ปีคืองานแกะสลักรูปเดวิด (David) เขารับงานนี้ตอนอายุ 26 ปี ใช้เวลาราว 4 ปีจึงแล้วเสร็จและกลายเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา ระหว่างเวลาช่วงนี้ไมเคิลแองเจโลยังได้สร้างผลงานอีกหลายชิ้น รวมทั้งภาพเขียน Doni Tondo และ Manchester Madonnaม ปี 1505 ไมเคิลแองเจโลกลับมาที่โรมอีกครั้งเพื่อรับงานสร้างสุสานของพระสันตะปาปา Pope Julius II ซึ่งมีผลงานรูปแกะสลัก Moses และ Dying Slave รวมอยู่ด้วยและในระหว่างนี้เองเขาก็ได้สร้างผลงานสำคัญยิ่งใหญ่อีกชิ้นหนึ่งคือภาพเขียนบนเพดานโบสถ์น้อยซิสติน (Sistine Chapel Ceiling) บนพื้นที่กว่า 500 ตรม. ประกอบด้วยภาพกว่า 300 ภาพ และหนึ่งในนั้นเป็นภาพเขียนที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ The Creation of Adam ไมเคิลแองเจโลกลับไปทำงานที่ฟลอเรนซ์อีก คราวนี้นานกว่า 20 ปีก่อนจะได้กลับมาที่โรม ปี 1534 เขาได้สร้างภาพเขียนชิ้นใหญ่บนผนังแท่นบูชาที่โบสถ์น้อยซิสตินคือภาพ The Last Judgement ที่ใช้เวลาทำถึง 8 ปี
และในปี 1546 เขาได้รับงานใหญ่ชิ้นสุดท้ายคือการออกแบบมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่มีโดมใหญ่เด่นสง่าเป็นสัญลักษณ์ เขาเสียชีวิตในปี 1564 ด้วยวัย 88 ปี ก่อนที่โดมจะสร้างเสร็จ

 

 

ปาโบล ปีกัสโซ (Pablo Picasso)

ปาโบล ปีกัสโซ (Pablo Picasso)

ปีกัสโซ เป็นผู้ทรงอิทธิพลแห่งศิลปะสมัยใหม่ เกิดเมื่อปี 1881 ที่เมืองมาลากา ประเทศสเปน เขาเติบโตและเรียนหนังสือในสเปน แต่ไปปักหลักอาศัยอยู่ที่ปารีสอย่างถาวรตั้งแต่ปี 1900 ผลงานของปีกัสโซมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงตามห้วงเวลาในช่วงชีวิต

และแนวคิดในการสร้างสรรค์ ช่วงแรกเรียกว่ายุคสีน้ำเงิน (Blue Period) ใช้สีฟ้ากับฟ้าอมเขียวเป็นหลัก ภาพออกมาในโทนหม่นหมองเศร้าซึม ภาพที่โดดเด่นในยุคนี้ได้แก่ The Old Guitarist และ La Vie
ถัดมาเป็นยุคสีชมพู (Rose Period) ภาพจะมีสีสันสดใสมากขึ้นด้วยสีส้มและสีชมพู มักจะมีลายข้าวหลามตัดและนักแสดงละครสัตว์เป็นส่วนประกอบ
ภาพเด่นยุคนี้คือ Boy with a Pipe และ Family of Saltimbanquesantifa-komitee.org

 

ปี 1907 ปีกัสโซได้เปลี่ยนสไตล์ด้วยการเขียนภาพ Les Demoiselles d’Avignon ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแอฟริกา ซึ่งนำไปสู่การสร้างสรรค์งานศิลปะสมัยใหม่ในยุคต่อมาคือศิลปะแบบคิวบิสม์ (Cubism)
ผลงานสำคัญของปีกัสโซในยุคนี้ได้แก่ Three Musicians และ Girl before a Mirror ในปี 1937 ปีกัสโซได้เขียนภาพเขียนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา ‘Guernica’
ซึ่งนำเสนอภาพสัญลักษณ์ที่สะท้อนความโหดร้ายและความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอันเป็นผลพวงจากสงคราม
ปีกัสโซได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินเอกของโลกตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ มีโอกาสได้ชื่นชมกับความสำเร็จของตัวเอง ได้ใช้ชีวิตที่ร่ำรวยหรูหรา ไม่ได้เป็นศิลปินไส้แห้งแบบคนอื่น ปีกัสโซเสียชีวิตในปี 1973 ด้วยวัย 91 ปี

ฝากผลงานอันทรงคุณค่าให้โลกได้ชื่นชมด้วยภาพเขียนกว่า 13,000 ภาพและงานศิลปะอื่นอีกมากมาย สมกับเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินที่มีพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์มากที่สุดในศตวรรษที่ 20

สรรพคุณของว่านหางจระเข้ สมุนไพรเทพแห่งการรักษาโรค

.ว่านหางจระเข้

สมุนไพรยอดฮิตที่เป็นที่นิยมและคุ้นเคยในประเทศไทยคงหนีไม่พ้นว่านหางจระเข้ ที่มีคุณประโยชน์มหาศาล ว่านหางจระเข้เป็นพืชสีเขียวที่มีใบหนาอ้วน เมื่อผ่าใบออกแล้วจะพบส่วนที่เป็นเนื้อวุ้นใส ๆ
ที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่สำคัญต่อกระบวนการเติบโตและการทำงานอย่างสมบูรณ์ของร่างกาย ได้แก่ แร่ธาตุ วิตามิน เอนไซม์ น้ำตาล ลิกนิน (Lignin) ซาโปนิน แอนทราควิโนน กรดอะมิโน กรดไขมัน และกรดซาลิซิลิก (Salicylic Acid)

 

สรรพคุณของว่านหางจระเข้ในการรักษาโรคที่เกี่ยวกับผิวหนัง

ว่านหางจระเข้สามารถบรรเทาอาการของโรคผิวหนังหลากหลายชนิด ดังนี้

 

แผลไหม้พุพอง แผลพุพองจากความร้อนที่ไม่ร้ายแรง แผลที่เกิดจากการทำครัว เช่น น้ำมันลวก น้ำร้อนลวก สามารถบรรเทาได้ง่าย ๆ ด้วยว่านหางจระเข้ โดยเอนไซม์แบรดดีไคเนส (Bradykinase)
ในว่านหางจระเข้จะช่วยลดอาการอักเสบ เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปสู่บริเวณเนื้อเยื่อของแผล ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในบริเวณที่เกิดการไหม้ และแม้จะเป็นแผลที่ง่ายต่อการติดเชื้ออย่างแผลพุพอง ก็วางใจได้เพราะว่านหางจระเข้มีกรดซาลิซิลิกคอยยับยั้งแบคทีเรีย และช่วยสร้างเซลล์ผิวหนังใหม่ ส่วนลิกนินในว่านหางจระเข้ก็เร่งกระบวนการเยียวยาแผลโดยเพิ่มการไหลเวียนของออกซิเจนและสารอาหารในเส้นเลือดของผิวหนังไปยังแผลได้ดีขึ้น

 

โรคเริมที่อวัยวะเพศ โรคเริมเป็นโรคจากเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus: HSV) ที่มักทำให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนัง ปาก และอวัยวะเพศ ลักษณะเป็นตุ่มน้ำใส ๆ
จากนั้นจะแตกออกและอักเสบจนเกิดแผลเจ็บแสบ โดยตัวยาที่มีว่านหางจระเข้เป็นส่วนผสมจะช่วยบรรเทาอาการของโรคได้ดี เพราะมีสารพอลิแซ็กคาไรด์ (Polysaccharides)
มีหน้าที่ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ยับยั้งเชื้อโรคและลดการอักเสบของโรคbjkdergisi.com

 

โรคต่อมไขมันอักเสบ อาการคัน ผื่นแดง เป็นรังแคบนหนังศีรษะ หรือบริเวณที่มีความมันอย่างใบหน้า หน้าอก และแผ่นหลังจากต่อมไขมันอักเสบหรือที่คนไทยติดปากเรียกกันว่าโรคเซ็บเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) ก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่ทางวิทยาศาสตร์พบว่าว่านหางจระเข้ช่วยบรรเทาอาการได้เป็นอย่างดี โดยตัวยาที่มีว่านหางจระเข้เป็นส่วนประกอบให้ประสิทธิภาพการรักษาถึงร้อยละ58 นอกจากนี้ยังพบว่าว่านหางจระเข้ช่วยลดความแห้งหลุดร่วงของผิวหนังที่อักเสบไปในตัวได้ด้วย เนื่องจากมีสารโครโมนซี-กลูโคซีล (C-glucosyl Chromone) ที่มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบ และสารชนิดอื่น ๆ อีกจำนวนมากที่ช่วยรักษาผิวหนังที่แห้งหรือเป็นผื่น และทำให้ผิวแข็งแรงสุขภาพดีขึ้น เช่นพอลิแซ็กคาไรด์ (Polysaccharides)เอนไซม์แบรดดีไคเนส (Bradykinase) จิบเบอเรลลิน (Gibberellins) และกลูโคแมนแนน (Glucomannan)

 

สรรพคุณของว่านหางจระเข้ในการลดระดับน้ำตาลและภาวะไขมันในเลือดสูง

ว่านหางจระเข้ไม่เพียงมีประโยชน์ภายนอกเท่านั้น แต่ยังช่วยควบคุมน้ำตาลและไขมันในเลือด งานวิจัยหนึ่งได้แบ่งคนไข้เบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะน้ำตาลและไขมันในเลือดสูงออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งได้รับแคปซูลว่านหางจระเข้ทุก ๆ 12 ชั่วโมงเป็นเวลา 2 เดือน ส่วนอีกกลุ่มจะได้รับยาหลอกที่ไม่มีผลใด ๆ ต่อการรักษาในปริมาณเดียวกัน พบว่าผู้ป่วยเบาหวานมีระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด ระดับไขมันในเลือด รวมถึงระดับไขมันชนิดไม่ดีในเลือดลดลงซึ่งงานวิจัยนี้ศึกษาถึงผลของสารอะซีแมนแนน (Acemannan) ในการช่วยลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด สารนี้เป็นหนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระไฟโตสเตอรอล ซึ่งนักวิจัยได้ทดลองกับหนูที่เป็นเบาหวานแล้วพบว่าไฟโตสเตอรอลจากว่านหางจระเข้มีส่วนช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดและภาวะไวต่ออินซูลินในหนูที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 หากมีงานวิจัยที่ชัดเจนขึ้น
ว่านหางจระเข้อาจเป็นอีกทางเลือกที่ปลอดภัยในการช่วยลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้

 

สรรพคุณของว่านหางจระเข้ในการลดภาวะซึมเศร้า

ว่านหางจระเข้สามารถบรรเทาความหดหู่และความเศร้าได้ เพราะในว่านหางจระเข้มีกรดอะมิโนที่ชื่อว่าทริปโตแฟน (Tryptophan) อันเป็นสารตั้งต้นของเซเรโทนิน (Serotonin)
ที่ช่วยป้องกันความเศร้าและความกังวล และดีท็อกซ์สารพิษที่ตกค้างในร่างกายมาเป็นเวลานาน ซึ่งนักวิจัยได้ยืนยันว่าการขับสารพิษในร่างกายนี้จะส่งผลดีต่อสุขภาพจิต โดยล่าสุดมีการวิจัยทดสอบให้หนูอยู่ในสภาวะสิ้นหวังเช่น การตกน้ำหรือติดอยู่บนเพดาน จนเกิดอาการซึมเศร้า การวิจัยพบว่าหนูที่ได้กินว่านหางจระเข้เกิดภาวะซึมเศร้าน้อยกว่าหนูที่ไม่ได้รับ อย่างไรก็คงต้องรอลุ้นกันต่อไปในอนาคตว่าจะมีการทดสอบน่าเชื่อถือรองรับว่าว่านหางจระเข้ใช้ลดภาวะซึมเศร้าในคนได้หรือไม่